5 สิ่งที่ SMEs ต้องรู้ เพื่อเตรียมพร้อม…หลังปลดล็อกดาวน์

Last updated: Jun 6, 2020  |  169 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความ

5 สิ่งที่ SMEs ต้องรู้ เพื่อเตรียมพร้อม…หลังปลดล็อกดาวน์

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในไทย ทำให้ภาครัฐประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ประเทศ นับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ผ่านล่วงเลยมาราว 1 เดือน พบว่าผลของการใช้มาตรการล็อกดาวน์ได้รับความร่วมมือของทุกภาคส่วนของจังหวัดต่าง ๆ และความสามารถในการจัดการได้ดี ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงเป็นที่น่าพอใจ ทำให้ในรอบ 14 วันที่ผ่านมา เราเริ่มมีข่าวดีมากขึ้นจากข่าวคราวการผ่อนปรนการล็อกดาวน์ในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไปตามพื้นที่ ซึ่งมีสถานการณ์การติดเชื้อในเบื้องต้น จะแยกเป็น “กลุ่มจังหวัดความเสี่ยงต่ำ” คือ กลุ่มที่ไม่พบผู้ติดเชื้อมีจำนวน 32 จังหวัด “กลุ่มจังหวัดความเสี่ยงปานกลาง” คือ กลุ่มที่พบผู้ติดเชื้อไม่เกิน 5 รายต่อสัปดาห์ มีจำนวน 38 จังหวัด และ “กลุ่มจังหวัดความเสี่ยงยังสูงอยู่” คือ กลุ่มที่พบผู้ติดเชื้อเกินกว่า 5 รายต่อสัปดาห์ มี 7 จังหวัด

จากแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ผ่อนปรนมากขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มจังหวัดความเสี่ยงต่ำก่อน จากนั้นภาครัฐน่าจะทยอยปลดล็อกดาวน์อีก 2 กลุ่มที่เหลือ หากสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง จึงถือว่าเป็นข่าวดีและความหวังและโอกาสของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่สามารถจะกลับมาทำมาหากินกันต่อไป หลังจากหยุดกิจการจนทำให้รายได้หดหายไปกว่า 1 เดือนเต็ม ๆ จนทำให้ SMEs หลายรายต้องห่างหายจากเวทีธุรกิจไป ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics จึงเสนอ 5 สิ่งที่ SMEs ต้องรู้ เพื่อนำไปประกอบการกำหนดกลยุทธ์สำหรับเตรียมความพร้อมหลังปลดล็อกดาวน์โรคระบาดโควิด-19 ดังนี้

สิ่งที่ต้องรู้ 1 “ลูกค้า : รักษาฐานลูกค้าเดิม เสริมด้วยการเตรียมหาลูกค้าใหม่” การดูแลรักษาลูกค้ากลุ่มเดิม คือ วิธีการที่จะทำให้ธุรกิจมั่นคงและยั่งยืน เพราะพวกเขาคือผู้ที่เคยได้อุดหนุนและเข้าใจในธุรกิจของคุณอยู่แล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่าต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนที่สูงกว่าการรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้มากถึง 5 เท่า SMEs ที่อยากพลิกฟื้นจากวิกฤตนี้ได้โดยเร็ว จึงควรที่จะหมั่นติดต่อสื่อสารกับลูกค้าสม่ำเสมอเพื่อสร้างความไว้ใจและสื่อสารว่าจะไม่ทอดทิ้งกันในยามวิกฤต

อย่างไรก็ตาม การจะรักษาลูกค้าเดิมเพียงอย่างเดียวโดยไม่คิดหากลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ ก็ถือเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ธุรกิจกลับมาขยายตัวได้ ดังนั้น การทำการตลาดไม่ว่าจะเป็นแบบออฟไลน์หรือแบบออนไลน์ที่กำลังมีประสิทธิภาพสูงมากในวิกฤตที่คนไม่ยอมออกจากบ้าน เพื่อไปจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้า จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกสำหรับพวกเขาในการซื้อสินค้าและบริการที่พวกเขาต้องการ ดังนั้น SMEs จึงควรมองหาทุก ๆ แพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มเหล่านั้นอย่างเต็มที่

สิ่งที่ต้องรู้ 2 “ซัพพลายเออร์ : สื่อสาร ประเมินศักยภาพของ supplier และหาแหล่งผลิตสำรองทดแทน” การวิเคราะห์ความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นจากวิกฤตของ supply chain เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรควรต้องทำ เพราะไม่ว่าทีมขายและทีมการตลาดทำงานได้ดีแค่ไหน จะสามารถหาลูกค้าได้เพิ่มเติมทันทีในช่วงวิกฤตก็ตาม แต่ถ้าฝ่ายผลิตของเราเองไม่สามารถผลิตเพราะ supplier ไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมเดินไปกับเรา ก็จะเป็นเรื่องยากสำหรับองค์กรที่จะพลิกฟื้นจากวิกฤตได้

ดังนั้น นอกจากการวิเคราะห์ภายในองค์กรของตัวเองแล้ว เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าการสื่อสารเพื่อเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยง หรือเหตุผิดปกติจากฝั่ง supplier ย่อมเป็นเรื่องที่ควรทำ และถ้าหากจำเป็นต้องพึ่งพา supplier ที่มีความเสี่ยง ก็ควรมองหาทางเลือกสำรองเพื่อกระจายความเสี่ยงที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน


ที่มา : https://www.prachachat.net/finance/news-462873

Powered by MakeWebEasy.com